คาถา   คลายทุกข์

  **** ทำทุกอย่างตามหน้าที่ให้ดีที่สุด   แต่ ต้องว่าง และ ปล่อยวางที่ใจได้    เกาะเกี่ยว ยึดติด ผูกพันในสิ่งใด ไม่ได้ทั้งนั้น

  ****   ยึดติดผูกพัน หมายมั่นในสิ่งใด ก็ต้องทุกข์ใจ ใน สิ่งนั้น  เพราะทุกอย่างมันไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงได้ตลอด  และต้องพลัดพรากจากกันทั้งหมด  เนื้อหนังที่เต็งตึง สดสวย ถึงเวลาก็ต้องเหี่ยวย่น หย่อนยาน   แฟนเรา แต่ก็ไม่ใช่ ของเรา   ตัวเรา แต่ก็ไม่ใช่ของเรา เพราะสุดท้ายก็ต้องคืนกลับสู่ธรรมชาติ   บางคนหลงยึดติดว่าที่ดินเป็นของฉัน   แต่ที่แท้ฉันนั้นแหละเป็นของดิน ตายแล้วต้องกลับคืนลงหลุมสู่ดิน  เป็นของเราแต่เพียงสมมุติชั่วคราวเท่านั้นเอง   เมื่อใดมีพบ ก็ต้องมีจาก    มีหนุ่ม มีสาว ก็มีแก่ มีเจ็บ  มีเกิด ก็ต้อง มีตาย   คนที่เกิดแล้วไม่ตาย ไม่มีในโลก

   **** จิตเกิด ดับ  เกิด ดับ  อยู่ตลอดเวลา      ทุกอย่าง  ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง  อนิจจัง ทุกขัง  อนัตตา  เป็นสัจธรรมที่พระอริยเจ้า ค้นพบ รู้แจ้งที่ใจ      รู้แล้วจิตก็ไม่ยึดมั่น ถือมั่น   ดังนั้นต้องมีสติกำหนดรู้อารมณ์กิเลส โลภ โกรธ หลง ที่เกิดขึ้นที่ใจให้ทัน   หากรู้ไม่เท่าทันก็จะตกเป็นทาสของอารมณ์เหล่านั้น    เรียกว่าเผลอสติ และ ขาดปัญญา

                             สุข ทุกข์ อยู่ที่ใจ มิใช่หรือ

                             ใจ ยึดถือ ก็เป็นทุกข์ ไม่สุขใส

                              ใจ ไม่ยึดถือ ก็เป็นสุข ไม่ทุกข์ใจ

                              ถ้าเช่นนั้น เราอยากได้ทุกข์ หรือ สุข นา ....

                                                                                 พุทธทาส ภิกขุ

                                                        เพื่อนที่ดีที่สุดของข้าพเจ้าคือ สติสัมปชัญญะ 

                                คู่รักที่ดีทีสุดของข้าพเจ้าคือ    พระธรรม

                                ความสุขที่สุดของข้าพเจ้า คือ ความว่างจากกิเลส

                                สิ่งที่อยากได้ที่่สุดในโลกของข้าพเจ้า คือ นิพพาน

                                จุดหมายปลายทางของทุกคน คือ  เชิงตะกอน หรือ หลุมฝังศพ

                                                                                      คนไม่ติดโลก

พระพุทธองค์ ตรัสว่า  ในโลกนี้ ไม่ว่าคุณจะทำอะไร
จะมีคนอยู่ 3 ประเภท คือ

 
คนประเภทที่ 1   เขาจะเห็นด้วยกับคุณ สรรเสริญคุณ ชื่นชมคุณ และเห็นดีเห็นงามกับคุณทุกอย่าง
 
คนประเภทที่ 2  เขาเฉยๆ    เขาจะไม่ชมคุณ และ ไม่ตำหนิคุณ   คือ ไม่ชม และ ไม่ด่าว่าอะไรด้วย
 
คนประเภทที่ 3  เขาจะไม่เห็นด้วยกับคุณ แต่จะตำหนิคุณ หรือ ติเตียนไปต่างๆนานา ด่าว่าไปต่างๆนานา จะด้วยอารมณ์โกรธ เกลียด  อิจฉาริษยา  หรือเพราะไม่ได้ดังใจอยาก ใจปรารถนา ก็แล้วแต่  
 
ดังนั้นคุณต้องทำใจใว้ว่านี่คือ นิสัยของคน หรือ ปุถุชนในโลก   ดังนั้นหากคุณคิดว่า สิ่งที่คุณทำนั้นดีอยู่แล้ว และไม่ได้เป็นบาปหรือไปเบียดเบียนใคร  คุณก็จงทำต่อไป และพยายามพัฒนางาน หรือปรับปรุงสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆตามกำลัง เวลา และ ความสามารถที่คุณมีอยู่ี      ไม่ต้องไปแคร์ต่อลมปากของคนในโลกนี้ให้มากนัก

พิจารณาดูว่า เขาติเพื่อก่อ หรือเปล่า ?    ถ้าใช่ เราก็ต้องพยายามปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น    แต่หาก ติ เพื่อ หวังจะล้มล้างทำลาย  หรือ ติ ด้วยความโกรธเกลียด เพราะไม่สมใจอยากตนเอง     หรือ เขาติฉินนินทา เพราะความอิจฉาริษยา แข่งดี แข่งเด่น เราก็ต้องทำใจ ถือว่าเป็นบาปของเขา ความร้อนย่อมเกิดขึ้นในใจของเขาเอง และก็ต้องทำใจด้วยว่า ในโลกนี้ไม่มีใครที่จะไม่ถูกนินทา   และ การจะทำอะไรแล้วให้ถูกใจคนทั้งหมดนั้นเป็นไปได้ยาก หรือบางทีก็เป็นไปไม่ได้

 

ในโลกมนุษย์นี้ เราจะหลบหนีจากคำตำหนิติเตียนไม่ได้
แม้แต่พระพุทธเจ้าเองซึ่งเป็นจอมปราชญ์ทั้งหลาย ก็ยังถูกโลกติเตียนอยู่
พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสเป็นพุทธภาษิตไว้ว่า นัตถิ โลเก อนินทิโต
แปลใจความว่า คนที่ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก

เราจะให้สัตว์โลกปราศจากสิ่งดังกล่าวไม่ได้
เพราะฉะนั้นเราท่านทั้งหลาย
ก็อย่าพากันไปเอาเรื่องของโลกมาเป็นอารมณ์ของใจ
จะทำให้จิตใจของเรามัวหมอง

 

คติธรรมวันนี้

             " แม้แต่องค์พระปฎิมายังราคิน คนเดินดินหรือจะสิ้นคนนินทา "

 
หัดให้อภัย

มนุษย์ที่มีใจสูง ย่อมรู้จักให้อภัยไม่เอาเรื่องกับสิ่งเล็กน้อย อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ทางที่ถูกควรทำ

เรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก ถ้าเป็นเรื่องเล็กอยู่แล้วก็ไม่ควรเอาเรื่องเสียเลย ปล่อยไปเสีย ทำไม่รู้ไม่เห็นเสียบ้าง ไม่บอดทำเป็นเหมือนบอด ไม่ใบ้ทำเหมือนใบ้ ไม่หนวกทำเหมือนหนวกเสียบ้าง จิตใจของเราจะสบายขึ้นมีเรื่องแปลกประหลาดอยู่อย่างหนึ่งในหมู่มนุ ษย์ คือ คนส่วนมากเผชิญกับเหตุการณ์ใหญ่ ๆ อย่างกล้าหาญได้ แต่กลับขาดความอดทนต่อสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ตัวอย่างเช่น ใครมาพูดเสียดสี กระทบกระเทียบเปรียบเปรย เขาทนไม่ได้ แต่กลับทนอยู่ในคุกตารางได้เป็น 20-30 ปี และยินดีรับความทุกข์เหล่านั้นไปตลอดเวลาที่ทางราชการกำหนด แม้จะไม่ยินดี ก็เหมือนยินดี เพราะไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ ถ้าเขายินดีรับความทุกข์เพียงเล็กน้อยเสียก่อน คืออดทนต่อคำด่าว่าเสียดสี หรืออาการทำนองที่เขาคิดว่าเป็นการดูถูกดูแคลนเพียงเล็กน้อยเสียก่อน ไหนเลยเขาจะต้องมาทนทุกข์ทรมานอันมากมายยาวนานถึงเพียงนั้น

การให้อภัยเป็นคุณธรรมสำคัญอย่างหนึ่งในมนุษย์ คนส่วนมากเมื่อจะทำทานก็มักนึกถึงวัตถุทานคือการให้วัตถุสิ่งของ ให้ได้มาก เตรียมการมาก ยุ่งมาก เขายินดีทำ แต่ใครมาล่วงเกินอะไรไม่ได้ ไม่มีการให้อภัยในความผิดพลาดของผู้อื่น ความจริงเขาควรหัดให้อภัยทานบ้าง แล้วจะเห็นว่า จิตใจสบาย ขึ้นประณีตขึ้น สูงขึ้น เป็นเทวดา ดังสุภาษิตอังกฤษบทหนึ่งว่า “To err is human , to forgive diving” แปลว่า การทำผิดเป็นเรื่องของมนุษย์ ส่วนการให้อภัยเป็นเรื่องของเทวดา ถือเอาความว่ามนุษย์ธรรมดาย่อมมีการทำผิดพลาดบ้าง ส่วน มนุษย์ที่มีใจสูงย่อมรู้จักให้อภัย ไม่เอาเรื่องกับสิ่งเล็กน้อย หรือแม้ในสายตาของคนอื่นจะเห็นเป็นเรื่องใหญ่ แต่สำหรับท่านผู้มีใจกรุรา ย่อมเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย
พระพุทธเจ้าที่พวกเรานับถือนั้นมีผู้ปองร้ายพระองค์ถึงกับจะเอาชีวิตก็มี เช่น พระเทวทัตและพวกพยายามปลงพระชนม์หลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จเพราะพระองค์ไม่ร้ายตอบ ทรงให้อภัย มีคนใส่ร้ายด้วยเรื่องที่ร้ายแรงทำให้เสียเกียรติยศชื่อเสียงก็มีเช่นพวกเดียรถีย์นิครนถ์ นางจิญจมาณวิกา นางสุนทรี เป็นต้น แต่ก็ไม่ทรงทำตอบ ทรงให้อภัย ในที่สุดคนพวกนั้นก็พ่ายแพ้ไปเอง เหมือนเอาไข่ไปตอกกับหินไข่แตกไปเอง

พระเยซู ศาสดาของคริสต์ศาสนาก็ทรงมีชื่อเสียงมากในการให้อภัย ไม่ทรงถือโทษต่อผู้คิดร้ายทำร้ายต่อพระองค์ ให้อภัยผู้ทำความผิด เปิดโอกาสให้กลับตัว
อีกท่านหนึ่งคือมหาตมะ คานธี ซึ่งมีชื่อเสียงไปทั่วโลกเรื่องอหิงสา ความไม่เบียดเบียน การให้อภัยจนถึงอัลเบิร์ต ไอสไตน์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ได้กล่าวสดุดีท่านผู้นี้ไว้ว่า “ ต่อไปภายหน้ามนุษย์จะเชื่อหรือไม่ก็ไม่ทราบ ว่าได้เคยมีคนอย่างนี้ (ท่านมหาตมะ คานธี) เกิดขึ้นแล้วในโลก ” ทั้งนี้เพราะคุณวิเศษในตัวท่านนั้นยากที่คนสามัญจะหยั่งให้ถึงได้
รวมความว่า มหาบุรุษที่โลกยกย่องให้เกียรติเคารพบูชานั้น ล้วนเป็นนักให้อภัยทั้งสิ้นไม่เอาเรื่องกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเรื่องใหญ่ก็ทำเป็นเรื่องเล็กเสียท่านเหล่านั้นมุ่งมั่นในอุดมคติ จนไม่มีเวลาจะสนพระทัยหรือสนใจในเรื่องเล็กน้อย แต่ท่านเหล่านี้จะสนใจในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อันเกี่ยวกับสุขทุกข์ของผู้อื่นเสมอ ส่วนเรื่องร้ายที่คนอื่นกระทำแกท่าน ท่านไม่สนใจ ลองอ่านประวัติของท่านที่เอ่ย พระนามและนามมาแล้วดังกล่าวดูบ้าง จะเห็นว่าท่านน่าเคารพบูชาเพียงใด โลกจึงยอมน้อมเศียรให้แก่ท่าน

มีเรื่องเล่าว่าในวัดพุทธศาสนานิกายเซ็นวัดหนึ่งมีพระอยู่กันหลายรูป มีพระรูปหนึ่งมีนิสัยทางขโมยได้ขโมยของเพื่อนพระด้วยกันเสมอ ๆ จนวันหนึ่งพระทั้งหลายพากันขึ้นไปหาเจ้าอาวาสบอกว่า ถ้าพระรูปนี้ยังอยู่วัดนี้ พวกเขาจะไม่อยู่วัดนี้ ขอให้ไล่พระรูปนั้นออกไป ท่านเจ้าอาวาสบอกว่า พวกคุณนั่นแหละควรจะไปได้แล้วทุกรูป ส่วนพระรูปนั้นควรจะต้องอยู่กับฉันก่อน เพราะยังไม่ดี

นี่คือเรื่องของผู้มีใจกรุณา คนที่เคยทำความผิดอันยิ่งใหญ่นั้น ถ้ากลับใจได้เมื่อใดก็มักทำความดีอันยิ่งใหญ่เหมือนกัน เพราะสลดใจในเวรกรรมที่ตนเคยสร้างไว้ ดูพระเจ้าอโศกมหาราชและขุนโจรองคุลิมาลเป็นตัวอย่าง พระองค์เสด็จไปโปรดองคุลิมาลให้กลับเป็นคนดี ก็ด้วยพระทัยกรุณานั่นเอง แม้พระเจ้าอโศกมหาราชก็เหมือนกัน ตามพระประวัติว่า ได้อาศัยพระภิกษุในพุทธศาสนารูปหนึ่ง จึงกลับพระทัยมาดำเนินชีวิตทางไม่เบียดเบียน ทรงบำเพ็ญอภัยทานเป็นอันมาก

ถ้าจะเอาเรื่องกับเด็กรับใช้ที่บ้านภารโรงที่โรงเรียนหรือสำนักงาน ก็ขอให้หยุดคิดสักนิดหนึ่งว่าก็แกแค่นั้น จะเอาอะไรกับแกนักหนา ถ้าแกดีเท่าเราหรือเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องอย่างเรา แกจะมาเป็นคนใช้หรือเป็นภารโรงทำไมกัน ก็เพราะความคิดอ่านแกมีอยู่เท่านั้น แกก็ทำอย่างนั้น อย่างที่เรารำคาญ ๆ อยู่นั่นแหละ คิดได้อย่างนี้ก็ค่อยหายกลุ้มไปหน่อย สุภาษิตที่ว่า “ ความเข้าใจเป็นมูลฐานแห่งการให้อภัย ” นั้น ยังเป็นความจริงอยู่เสมอ เมือ่เข้าใจแล้วก็ให้อภัยเห็นว่าเขาเป็นคนอย่างนั้นเอง

พระสารีบุตรเคยแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายว่าในการคบคนนั้น ควรถือเอาเฉพาะส่วนดีของเขาส่วนไม่ดีก็ตัดทิ้งไป บางคนการกระทำทางกายไม่ดี แต่วาจาดี บางคนวาจาหยาบแต่การกระทำทางกายดี บางคนการกระทำทางกายก็หยาบ วาจาก็หยาบ แต่ใจดี ควรถือเอาเฉพาะส่วนที่ดีนั้น ท่านเปรียบว่าเหมือนดึงผ้าออกมาจากดินโคลนเพื่อจะเอาไปปะต่อใช้สอยเห็นส่วนไหนดีก็ตัดเอาไว้ ส่วนไหนไม่ดีก็ตัดทิ้งไปถ้าทำได้อย่างนี้ก็จะช่วยให้สบายใจได้มาก

อนึ่งควรคิดว่า คนเราเกิดมาด้วยจิตที่ไม่เหมือนกัน คือพื้นฐานของจิตตอนถือปฏิสนธินั้นไม่เหมือนกัน จึงมีอุปนิสัยแตกต่างกันมาตั้งแต่เยาว์ เมื่อกระทบกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันอีกก็ทำให้บุคคลแตกต่างกันไปเป็นอันมาก การอยู่รวมกันของคนหมู่มากผู้มีอุปนิสัยใจคอพื้นฐานทางใจและการอบรมที่แตกต่างกัน จึงมีปัญหามาก ถ้าเราถือเล็กถือน้อยไม่รู้จักให้อภัย เราก็จะมีทุกข์มาก บางทีก็เกี่ยวกับช่องว่างระหว่างวัย ผู้ใหญ่อยากจะให้เด็กทำ พูดและคิดอย่างตน ส่วนเด็กก็อยากจะให้ผู้ใหญ่ทำ พูด คิด อย่างตนเหมือนกัน ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปแล้วเป็นไปไม่ได้ ฝ่ายผู้ใหญ่ควรให้อภัยว่าแกเป็นเด็ก ส่วนเด็กก็ควรให้อภัยว่าท่านแก่แล้ว มาเข้าใจกันเสียคือเห็นใจซึ่งกันและกัน เมื่อเป็นดังนี้เรื่องเล็กไม่กลายเป็นเรื่องใหญ่ ทุกฝ่ายอยู่กันด้วยความเห็นใจเข้าใจ มองกันอย่างเป็นมิตร ไม่เป็นศัตรูต่อกัน
นี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการผ่อนคลายความทุกข์ในชีวิตประจำวัน

 
จากหนังสือ ธรรมลีลา
โดย วศิน อิทสระ

 
 

ทำอย่างไรไม่ให้โกรธ
 

ความโกรธเมื่อเกิดขึ้นแก่ผู้ใด ทำให้จิตใจของผู้นั้นเร่าร้อน เป็นทุกข์ ไม่สบายใจ นอนไม่หลับ ฝันร้าย 
ถ้าโกรธมาก ๆ อาจทำให้ต้องไปฆ่าผู้อื่น ติดคุกติดตารางเป็นทุกข์ทั้งแก่ตัวเอง ทั้งแก่ผู้อื่น จะเจริญเมตตาจิตก็ลำบากเพราะเมื่อเจริญไปแก่ผู้ที่เราโกรธอยู่ ก็เจริญไม่ขึ้น แต่ถ้าเราละความโกรธได้ เราก็จะเป็นสุข  ดังพระบาลีว่า “โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ”  แปลว่า “ฆ่าความโกรธได้แล้วย่อมเป็นสุข” ฉะนั้น อาตมาจะได้นำวิธีละความโกรธที่ท่านแสดงไว้ใน “คัมภีร์วิสุทธิมรรค”   มาแนะนำท่านผู้อ่าน มีถึง ๙ วิธี ด้วยกัน คือ

๑.   ระลึกถึงโทษของความโกรธ
บุคคลผู้มักโกรธนี้ ถูกความโกรธครอบงำแล้ว โกรธเต็มประดา ย่อมประพฤติชั่วด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจครั้นประพฤติชั่วด้วยกายวาจาใจแล้ว ย่อมเดือดร้อนในโลกนี้ตายไปแล้วย่อมเกิดในอบายภูมิทั้ง ๔ ภูมิ หรือเราจะระลึกถึงโอวาทที่พระพุทธเจ้าทรงสอน เช่นว่า “ผู้ใดโกรธตอบผู้ที่โกรธ (ก่อน) เพราะเหตุที่โกรธตอบนั้น ผู้นั้นกลับเลวกว่าผู้ที่โกรธ (ก่อน) นั้นเสียอีก ผู้ไม่โกรธตอบผู้โกรธ (ก่อน) ชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้ยาก ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธขึ้นมาแล้วมีสติระงับใจเสียได้ (ไม่โกรธตอบ) ผู้นั้นเชื่อว่าประพฤติเป็นประโยชน์ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งฝ่ายตนและฝ่ายผู้อื่นและผู้ที่มัวโกรธอยู่อย่างนี้ ไม่ชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย”

๒.    ระลึกถึงความดีของเขา
ถ้าวิธีที่ ๑ ไม่สำเร็จ ลองวิธีที่ ๒ คือ ระลึกถึงความดีของเขา เพราะบางคนความประพฤติทางกาย เขาปฏิบัติดีเป็นอันมาก ชนทั้งปวงก็รู้ได้ แต่วาจาและใจไม่เรียบร้อยเราก็ระลึกถึงแต่ความดีทางกายของเขาอย่างเดียว บางคนดีทางวาจาอย่างเดียว พูดจาอ่อนหวาน พูดให้คนอื่นสบายใจมีหน้าชื่นบาน ทักก่อน แต่ความประพฤติทางกายและใจไม่เรียบร้อย เราก็อย่าคิดถึงทางกายและใจ ระลึกถึงแต่ความดีทางวาจาของเขาอย่างเดียว บางคนดีทางใจเท่านั้นความเรียบร้อยทางใจของเขานั้น ปรากฏแก่ชนทั้งปวงในการทำกิจต่าง ๆ เช่น การไหว้พระเจดีย์ เขาย่อมไหว้โดยเคารพไม่นั่งใจลอย โงกง่วงอยู่ในที่ฟังธรรม เราก็ระลึกถึงแต่ความเรียบร้อยทางใจของเขาอย่างเดียวเถิด สำหรับบางคน ประพฤติไม่ทั้งทางกาย วาจา ใจ เราควรตั้งความกรุณาในบุคคลนั้นด้วยคิด (สงสาร) ว่า “เวลานี้เขาอยู่ในโลกมนุษย์ แต่ว่าอีกไม่นาน เขาก็จะต้องไปเพิ่มให้มหานรกทั้ง ๘ ขุม เต็มขึ้น”   เมื่อทำใจเช่นนี้ ความอาฆาต โกรธแค้น ย่อมระงับลงได้ เพราะอาศัยความกรุณา

๓.   พึงสอนตนว่า “ความโกรธคือการทำความทุกข์ให้ตนเอง”
เช่นว่า “เจ้าไปพะนอความโกรธ อันเป็นตัวตัดมูลรากของศีลทั้งหลายที่เจ้ารักษาเสีย ขอถามหน่อย ใครโง่เหมือนเจ้าบ้างเล่า เจ้าโกรธว่า คนอื่นทำกรรมป่าเถื่อน (กรรมชั่ว) ให้อย่างไรหนอ เจ้าจึงปรารถนาจะทำกรรมเช่นเดียวกันนั้นเสียเองเล่า ถ้าคนอื่นอยากให้เจ้าโกรธ จึงทำความไม่พอใจให้ไฉนเจ้าจึงจะช่วยทำความตั้งใจของเขาให้สำเร็จ โดยปล่อยให้ความโกรธเกิดขึ้นเล่า น่าตำหนิ เจ้าโกรธแล้วจักได้ทำทุกข์ให้แก่เขาหรือไม่ก็ตาม แต่เดี๋ยวนี้ เจ้าก็ได้เบียดเบียนตนเองด้วยโกรธทุกข์ (ความทุกข์ใจเพราะความโกรธ) อยู่แท้ ๆ”

๔.     พิจารณาความที่สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน
ถ้ายังไม่หายโกรธ พึงพิจารณาให้เห็นว่าตนและคนอื่นต่างมีกรรมเป็นของ ๆ ตน เช่นว่า เจ้าโกรธเขาแล้ว เจ้าจักทำอะไร กรรมที่มีโทสะเป็นเหตุ จักเป็นไปเพื่อความเสื่อมเสียแก่ตัวเจ้าเองมิใช่หรือ เจ้าจักทำกรรมใดไว้ เจ้าจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น กรรมอันนี้จะสามารถให้สมบัติทั้งหลายมีความเป็นพระราชา พระอินทร์ เป็นต้น ก็หามิได้เลย กรรมนี้มีแต่จะทำให้เจ้าเสวยทุกข์ในเรือนจำ ทุกข์ในนรกเป็นต้น อย่างนี้แล้วจึงพิจารณาถึงฝ่ายคนอื่นบ้าง ดังที่พิจารณาในฝ่ายตน

๕.    พิจารณาถึงความประพฤติในกาลก่อนของพระศาสดา
เช่นว่า พระศาสดาของเจ้าในกาลก่อนแต่การตรัสรู้แม้เป็นพระโพธิสัตว์ ทรงบำเพ็ญพระบารมีอยู่ตลอด ๔ อสงไขยกับแสนกัป มิได้ทรงยังจิตให้คิดประทุษร้ายในบุคคลทั้งหลายผู้เป็นศัตรู แม้เป็นผู้ปลงพระชนม์เอาในชาตินั้น ๆ เช่น เรื่องในขันติวาทีชาดก พระโพธิสัตว์   เมื่อพระราชาพระนามว่ากลาพุ ผู้โง่เขลาถามว่า สมณะ แกกล่าววาทะอะไร ตอบว่าอาตมากล่าววาทะคือขันติ (ความอดทน) ถูกโบยด้วยหวายทั้งหนามแล้ว ตัดมือและเท้าเสีย ก็ทรงมิได้ทำแม้แต่อาการขุ่นเคือง หรือเรื่องในมหากปิชาดก พระโพธิสัตว์เกิดเป็นกระบี่ใหญ่ (ลิง) เมื่อถูกชายผู้หนึ่งผู้ที่ตนเองช่วยฉุดขึ้นจากเหวรอดชีวิตแล้ว ยังคิดร้ายว่า “ลิงนี่ก็เป็นอาหารของพวกมนุษย์เหมือนสัตว์ป่าอื่น ๆ ในป่านั่นเอง อย่ากระนั้นเลย เราก็หิวแล้ว ฆ่าลิงตัวนี้กินเสียเถิดน่ะ เรากินอิ่มแล้ว จะถือเอาเนื้อมันเป็นเสบียงไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็จักข้ามทางกันดารไปได้เสบียงก็จักมีแก่เราด้วย”   ดังนี้แล้ว ยกก้อนหินทุ่มหัวเอากระบี่ใหญ่ก็ยังมองชายผู้นั้น ด้วยดวงตาอันนองด้วยน้ำตากล่าวกะเขาด้วยดีว่า นายจ๋า นายอย่าทำกะข้าซิ น่าติ! นายทำกรรมเช่นนี้ได้ (ลงคอ) นายก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีอายุยืนควรแต่จะห้ามคนอื่น (มิให้ทำร้ายกัน แต่นี่นายกลับทำร้ายเสียเอง) ไม่ยังจิตให้คิดร้ายในชายผู้นั้น ไม่คิดถึงความทุกข์ของตนเลย   ยังพาชายผู้นั้นให้ถึงที่ ๆ ปลอดภัยเสียด้วย

๖.    พิจารณาถึงความที่เคยเกี่ยวข้องกันในสังสารวัฏ
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า สัตว์ผู้ที่ไม่เคยเป็นมารดา ไม่เคยเป็นบิดา ไม่เคยเป็นพี่น้องชาย ไม่เคยเป็นพี่น้องหญิง ไม่เคยเป็นบุตร ไม่เคยเป็นธิดา มิใช่หาได้ง่ายเพราะฉะนั้น เราพึงยังจิตอย่างนี้ให้เกิดขึ้นในผู้นั้นว่า “ผู้นี้เป็นมารดาในอดีตของเรา รักษาเราอยู่ในท้อง ไม่แสดงอาการเกลียดสิ่งปฏิกูลทั้งหลาย มีอุจจาระ ปัสสาวะ น้ำลาย และน้ำมูล เป็นต้น ของเรา เช็คได้ราวกะจันทร์แดง (ต้นไม้หอมชนิดหนึ่ง) ให้เรานอนแนบอก อุ้มเราไป เลี้ยงเรามา...เป็นบิดาในอดีตของเรา ประกอบอาชีพต่าง ๆ ทำงานที่ยากอื่น ๆ บ้างเพื่อประโยชน์แก่ตัวเรา คิดว่า จักเลี้ยงลูกน้อยรวบรวมทรัพย์ด้วยการงานนั้น ๆ เลี้ยงเรามา...  การทำใจร้าย โกรธเคืองในบุคคลนั้น ไม่สมควรแก่เราเลย”

๗.    พิจารณาอานิสงส์เมตตา
ถ้ายังไม่อาจดับความโกรธได้ ลองพิจารณาอานิสงส์ของเมตตา ถ้าเราละความโกรธได้ มีจิตเมตตาปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข ก็จะได้รับอานิสงส์ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มีถึง ๑๑ อย่าง คือ
๑.     หลับเป็นสุข
๒.    ตื่นเป็นสุข
๓.    ไม่ฝันร้าย
๔.     เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย
๕.     เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย
๖.      เทวดาย่อมรักษาผู้นั้น
๗.    ไฟ พิษ หรือศัสตรา ย่อมไม่ทำร้ายผู้นั้น
๘.     จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิเร็ว
๙.     สีหน้าผ่องใส
๑๐. ไม่หลงตาย คือมีสติก่อนตาย
๑๑. เมื่อไม่บรรลุคุณวิเศษที่ยิ่ง ย่อมเข้าถึงพรหมโลก


๘.   ใช้วิธีแยกธาตุ
พึงสอนตนอย่างนี้ว่า “ตัวเจ้าเมื่อโกรธบุคคลนั้นโกรธอะไร   โกรธผมหรือ หรือว่า โกรธขน   โกรธเล็บ ฯลฯ หรือมิฉะนั้น ก็โกรธธาตุดิน โกรธธาตุน้ำ โกรธธาตุไฟ หรือโกรธธาตุลม เมื่อเห็นว่ามีแต่ธาตุ แล้วเราจะโกรธไปทำไม”


๙.     วิธีสุดท้าย-ทำการให้และการแบ่ง
ถ้ายังไม่หายโกรธอีก พึงให้ของ ๆ ตนแก่เขา รับของ ๆ เขามาเพื่อตนเอง แต่ถ้าเขามีอาชีพไม่บริสุทธิ์ ก็พึงให้แต่ของ ๆ ตนไปฝ่ายเดียว อย่ารับของ ๆ เขาเลย เมื่อเราทำไปอย่างนั้นความอาฆาตในบุคคลนั้น จะระงับไปได้ ส่วนความโกรธของอีกฝ่ายหนึ่ง แม้จะติดตามมาตั้งแต่อดีตชาติ ก็จะระงับไปในทันทีเหมือนกัน ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “ ททมาโน ปิโย โหติ ”  แปลว่า “ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก (ของผู้รับ)”

  “ เขาว่าเรา    เราอย่าโกรธ   ลงโทษเขา
    ในเมื่อเรา นี้ไม่เป็น เช่นเขาว่า
     หากเราเป็น   จริงจัง ดังวาจา
     เมื่อเขาว่า    อย่าโกรธเขา    เราเป็นจริง  ”


คัดจากหนังสือ  ตายแล้วไปไหน ?
เรียบเรียงโดย    พระมหาสุสวัสดิ์   จนฺทปญฺโญ ป.ธ.๙

 


พระพุทธภาษิต
โกธํ ชเห วิปฺปชเหยฺย มานํ
สํโยชนํ สพฺพมติกฺกเมยฺย
ตํ นามรูปสฺมิมสชฺชมานํ
อกิญฺจนํ นานุปตนฺติ ทุกฺขา


คำแปล
บุคคลพึงละความโกรธ สละความถือตัว
ล่วงสังโยชน์ทั้งปวงเสีย ทุกข์ทั้งหลายย่อมไม่ตกถึง
บุคคลเช่นนั้น
ผู้ไม่ข้องในนามรูป ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล


อธิบายความ
๑. พึงละความโกรธ
ความโกรธเป็นอย่างไร รู้จักกันดีอยู่แล้ว ที่ทรงสอนให้ละความโกรธ ก็เพราะความโกรธมีโทษมาก
มีโทษตั้งแต่ตัวผู้โกรธเองและผู้ถูกโกรธ
ที่มีโทษแก่ตัวเองนั้น เช่น
เมื่อความโกรธเกิดขึ้น ทำให้น้ำย่อยอาหารไม่ออกมาตามปกติ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ มือสั่น ปากสั่น

ขาดการควบคุมตน บางคนควบคุมตัวเองไม่ได้เลย ผลที่ออกมาคือ
การด่า การทุบตี หรือประหารผู้อื่น เมื่อกระทำลงไปเช่นนั้นแล้ว
พอหายโกรธก็เสียใจ แต่ทำคืนไม่ได้เสียแล้ว อาจต้องถูกจองจำทำโทษเป็นเวลานานปี
เสียชื่อเสียงเกียรติยศ เสียอนาคตอันควรจะรุ่งโรจน์

ความโกรธทำให้สติปัญญามืดมน ความโกรธเหมือนเมฆหมอกมาบังแสงสว่างคือดวงปัญญา
สมดังที่พระศาสดาตรัสไว้ว่า

"อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โกโธ สหเต นรํ เมื่อใดความโกรธครอบงำบุคคลแล้ว เมื่อนั้นเขาย่อมมืดมน"

ดังนี้ เมื่อมืดมนก็เหมือนคนเดินในที่มืดไม่รู้ทางควรเว้นหรือควรเดิน ตกหลุมบ่อ และถูกขวากหนามได้ง่ายเป็นอันตรายแก่ตนเอง นี่คือส่วนที่เป็นโทษแก่ตนเอง

ส่วนที่เป็นโทษแก่ผู้อื่นนั้น คือ
เมื่อผู้โกรธไปด่าว่าเขาอย่างเจ็บแสบ หรือไปประหารเขา
ย่อมทำให้เขาโกรธเคือง ก่อความทุกข์ให้แก่เขา หากเขาต้องตายไปเพราะการประหารนั้น ลูกเมียของเขาก็เดือดร้อนประมาณมิได้ เรียกว่าก่อทุกข์ให้คนจำนวนมาก

มารดาบิดาของเขาก็พลอยเดือดร้อนด้วย ยิ่งรายที่ต้องเลี้ยงพ่อแม่ลูกเมียเพียงตัวคนเดียวแล้ว
พ่อแม่ลูกเมียของเขาจะได้ใครเลี้ยง
ลองคิดดูเถิดว่าคนเหล่านั้นจะลำบากสักปานใด

แม้มารดาบิดาของผู้โกรธเอง ก็ย่อมจะถึงทุกข์โทมนัสหาน้อยไม่ เมื่อรู้ว่าลูกของตน
ต้องได้รับโทษทัณฑ์ ต้องติดคุกตะราง ไปลำบากยากแค้น

ความโกรธเป็นของไม่ดี ก่อทุกข์ให้แก่ตนเองและผู้อื่นมากมายฉะนี้
ท่านจึงสอนให้ละเสีย ทรงแสดงอานิสงส์ว่า

ผู้ละความโกรธได้แล้วย่อมนอนเป็นสุขและไม่ต้องเศร้าโศก

ส่วนวิธีละความโกรธนั้น ท่านแสดงไว้มากในคัมภีร์วิสุทธิมรรค จะขอยกมากล่าวพอได้ใจ ความดังนี้

วิธีละความโกรธตามนัยวิสุทธิมรรค

(๑) ท่านสอนให้พิจารณาให้เห็นโทษของความโกรธและเห็นคุณของขันติและเมตตาก่อน เพราะบุคคลจะไม่สามารถละสิ่งที่ตนยังไม่เห็นโทษได้

(๒) ให้แผ่เมตตาไปในตนและคนอื่นว่า ขอให้ตนมีความสุขและสรรพสัตว์ทั่วโลกจงมีความสุข
ที่แผ่เมตตาให้ตนนั้น เพื่อให้ตนเป็นพยานว่า ตนรักสุขเกลียดทุกข์ฉันใด คนอื่นสัตว์อื่นก็ฉันนั้น ผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น

(๓) เพื่อบรรเทาความแค้นเคือง พึงแผ่เมตตาไปยังบุคคลผู้เป็นศัตรูคู่เวรบ่อยๆ จนใจของผู้แผ่อ่อนโยนลง

(๔) ถ้ายังไม่หาย พึงระลึกถึงพระพุทธโอวาทในกกจูปมสูตรบ่อยๆ ข้อความแห่งกกจูปโมวาทนั้นว่า

"ภิกษุทั้งหลาย หากโจรใจเหี้ยมพึงเอาเลื่อยมาเลื่อยเธอให้ขาดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ถ้าผู้ใดยังคิดประทุษร้ายโจรนั้นอยู่ ผู้นั้นยังหาชื่อว่าทำตามโอวาทเราไม่
"อนึ่ง ผู้ใดโกรธตอบ ผู้นั้นเลวกว่าผู้โกรธก่อน ผู้ไม่โกรธตอบ ชื่อว่าเป็นผู้ชนะสงครามที่ชนะได้โดยยาก ผู้ที่รู้ว่าคนอื่นโกรธตัวแล้ว แต่ส่วนตนเป็นผู้มีสติสงบเสงี่ยมอยู่ ชื่อว่าประพฤติตนเป็นประโยชน์แก่คนทั้งสองฝ่าย คือทั้งแก่ตนและแก่ผู้อื่น"


(๕) ทรงเปรียบคนขี้โกรธเหมือนฟืนเผาผี ที่ไฟติดทั้งสองข้าง ตรงกลางเปื้อนคูถ
จะจับข้างทั้งสองก็ร้อน จะจับตรงกลางก็เหม็น

(๖) ถ้ายังไม่หายโกรธ ก็พึงระลึกถึงความดีของเขาบ้าง คือโดยปกติคนๆหนึ่งย่อมมีอะไรดีอยู่บ้าง
แม้ไม่มากสักอย่างหนึ่ง พึงระลึกถึงส่วนดีอันนั้นของเขาแล้วบรรเทาความโกรธเสีย

(๗) ถ้ายังไม่หายโกรธก็พึงโอวาทตนบ่อยๆ
(ถ้าเป็นพระ) ก็พึงโอวาทว่า สู้อุตส่าห์ละโลกียสุขทั้งปวงซึ่งเป็นสิ่งที่ละได้โดยยากมาแล้ว ไฉนจึงยอมตนให้ตกอยู่ในอำนาจของความโกรธเล่า ฯลฯ คนเป็นเวรกันทำทุกข์ให้ท่านที่กาย เหตุไฉนจึงลงโทษตนเองที่ใจเล่า
ความโกรธทำให้ใจของท่านเป็นทุกข์มิใช่หรือ?
(ในข้อ ๗ นี้มีความละเอียดน่าสนใจมาก ยกมาเล็กน้อยพอเป็นตัวอย่าง)

(๘) ถ้ายังไม่หายโกรธ ท่านสอนให้พิจารณาถึง กัมมัสสกตา คือความที่สัตว์ทั้งปวงมีกรรมเป็นของของตน ใครทำกรรมเช่นใดไว้ ย่อมได้รับผลแห่งกรรมเช่นนั้นเอง คือจักปรากฎด้วยกรรมของตนเอง เราเป็นผู้โกรธก็จักต้องได้รับผลแห่งความโกรธนี้เอง ฯลฯ

(๙) ถ้ายังไม่หายโกรธ ก็พึงอนุสรณ์ถึงพระจริยาของพระศาสดาที่เคยทรงลำบากมา เคยทรงทุกข์ทรมานเพราะการกระทำของผู้อื่นมากมายหลายชาติหลายประการ แต่หาได้ทรงผูกโกรธหรือผูกเวรต่อผู้ใดไม่ เช่น
สมัยที่ทรงเป็นช้างรักษาศีล ทรงยอมให้พรานตัดงาถึง ๓ ครั้ง แต่หาได้มีใจประทุษร้ายในพรานนั้นไม่
ในข้อนี้ ท่านประมวลมาซึ่งจริยาของพระศาสดามากหลายในอดีต
เช่น
- สีลวชาดก เรื่องขันติวาทีดาบส
- จูฬธรรมปาลชาดก
- ฉัททันตชาดก
- เรื่องมหากบี่ (ลิงใหญ่)
- เรื่องภูริทัตตชาดก
- เรื่องจัมเปยยกนาคราช
- เรื่องสังขปาลนาคราช เป็นต้น

(๑๐) ถ้ายังไม่หายโกรธ ท่านสอนให้พิจารณาถึงความยาวของสังสารวัฏ ในสังสารวัฏอันยาวนานนี้ คนที่ไม่เคยเป็นมารดา บิดาบุตรธิดา พี่ชาย พี่หญิง
น้องชาย น้องหญิงและญาติสายโลหิตมิตรสหายเป็นไม่มี

เขาเป็นศัตรูคู่เวรกับเราในชาตินี้ แต่ชาติก่อนๆ เขาอาจเคยเป็นมารดาบิดาเป็นต้น ผู้มีอุปการะช่วยเหลือเกื้อกูลเรา บางทีอาจเคยยอมสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือเราก็ได้

(๑๑) ถ้ายังไม่หายโกรธ ก็พึงระลึกถึงอานิสงส์ของเมตตาที่พระทศพลทรงแสดงไว้ ๑๑ ประการ
มีหลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข เป็นต้น

(๑๒) ถ้ายังไม่หายโกรธอีก ท่านสอนให้แยกธาตุ คือ พิจารณาว่าสิ่งทั้งปวงเป็นเพียงธาตุ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตนเราเขา
มันเพียงสักแต่ว่าธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ จะโกรธอะไรเล่า

(๑๓) ถ้ายังไม่หายโกรธ ท่านสอนให้เผื่อแผ่แบ่งปัน คือ ให้ของแก่ผู้ที่เราโกรธ หรือรับของที่เขาให้ หากทำได้ดังนี้ ความโกรธเกลียด
ย่อมระงับไปอย่างแน่นอน

ท่านแสดงอานุภาพของทานไว้ว่า

"ทานเป็นเครื่องฝึกคนที่ยังไม่ได้รับการฝึก ยังประโยชน์ทุกอย่างให้สำเร็จ ทายกย่อมบันเทิงด้วยการให้ ฝ่ายปฏิคาหกย่อมนอบน้อมถนอมน้ำใจด้วยปิยวาจา"

ท่านจะเห็นว่า วิธีการของพระพุทธศาสนาในเรื่องนี้ทันสมัยเพียงใด
ข้าพเจ้าได้เคยอ่านตำราจิตวิทยาเกี่ยวกับผลร้ายของความโกรธและอุบายเอาชนะความโกรธมาหลายบทหลายสำนวน เห็นว่ามิได้เกินคำแนะนำที่ทางพระพุทธศาสนาได้ให้ไว้นี้เลย

พระธรรมนั้นเป็น สวากขาตธรรมจริงๆ

โดย อ. วศิน อินทสระ

                                                             
 

                                                             newarrow.gif (598 bytes) อ่านเรื่องจริงจากยายผาง

HOME    

      กลับไปหน้าที่ผ่านมา

                  BACK

        กลับไปหน้าแรกสุด

               HOME

ค้นหาดูรูปต่างชาติคนอื่นๆ

SEARCH

                                  คลิกกลับหน้าเดิม     หน้าแรก

   หาคู่      หาคู่ต่างชาติ        หาแฟนต่างชาติ        หาเพื่อนต่างชาติ        หาเพื่อนออนไลน์         หาเพื่อนฝรั่ง        หาคู่ต่างชาติ        หาแฟนฝรั่ง

Specializing In:  Asian brides, Asian dating, Asian girls, Asian singles, Asian women, Thai dating, Thai girls by Asian Online Dating and  Single Dating.